top of page
Untitled-1.png
Untitled-3.png

APrime Plus Co., Ltd.

Logo-N2.png

วิกฤตช่องแคบฮอร์มุซ กระทบต้นทุนก่อสร้าง: ราคาน้ำมันพุ่งทะลุ $110 กระทบต้นทุนก่อสร้างไทยอย่างไร และวิธีรับมือฉบับเร่งด่วน

  • รูปภาพนักเขียน: Sale Support Team
    Sale Support Team
  • 23 ชั่วโมงที่ผ่านมา
  • ยาว 1 นาที
วิกฤตช่องแคบฮอร์มุซทำราคาน้ำมันพุ่ง $110 กระทบต้นทุนก่อสร้างไทย ราคาเหล็กและปูนมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น

เหตุการณ์ความไม่สงบในตะวันออกกลาง โดยเฉพาะ วิกฤตช่องแคบฮอร์มุซ ไม่ใช่แค่ข่าวต่างประเทศที่ไกลตัวอีกต่อไป เมื่อสถานการณ์ลุกลามจนถึงขั้นการปิดเส้นทางเดินเรือสำคัญของโลก เมื่อสถานการณ์ลุกลามจนถึงขั้น "การปิดช่องแคบฮอร์มุซ" และมีรายงานเรือบรรทุกสินค้าของไทยถูกโจมตี จากคลื่นกระแทกจากเหตุการณ์นี้กำลังมุ่งตรงมาที่ "กระเป๋าเงิน" ของผู้ประกอบการรับเหมาก่อสร้างและฝ่ายจัดซื้อในประเทศไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

บทความนี้จะสรุปสถานการณ์ของ วิกฤตช่องแคบฮอร์มุซ และประเมินผลกระทบต่อธุรกิจก่อสร้างในประเทศไทย และประเมินผลกระทบที่กำลังจะเกิดขึ้นกับสายงานก่อสร้าง เพื่อให้คุณวางแผนรับมือได้ทันก่อนที่ต้นทุนจะพุ่งสูงจนกินกำไรของโปรเจกต์คุณ


1. วิกฤตช่องแคบฮอร์มุซ: ทำไมเหตุการณ์นี้กระทบต้นทุนก่อสร้างไทย?

เพื่อให้เห็นภาพที่ชัดเจนและอ้างอิงจากสถานการณ์จริง นี่คือตัวเลขและสถิติที่คุณต้องรู้:

  • อัมพาตเส้นทางพลังงานโลก: ช่องแคบฮอร์มุซเป็นเส้นทางเดินเรือที่ขนส่งน้ำมันดิบกว่า 20% ของโลก การปิดเส้นทางนี้เปรียบเสมือนการตัดเส้นเลือดใหญ่ด้านพลังงาน

  • ราคาน้ำมันดิบดีดตัวรุนแรง: ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ (Brent Crude) ทะยานขึ้นจากระดับ $70 ไปแตะ $110+ ต่อบาร์เรล ภายในเวลาเพียงสัปดาห์เดียว ซึ่งเป็นความผันผวนที่รวดเร็วและรุนแรงมาก

  • ผลกระทบโดยตรงต่อไทย: ประเทศไทยพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันดิบจากภูมิภาคตะวันออกกลางสูงกว่า 60% เมื่อผนวกกับความเสี่ยงด้านโลจิสติกส์จากการที่เรือสินค้าไทยถูกโจมตี คาดการณ์ได้เลยว่าราคาพลังงานในประเทศจะปรับตัวสูงขึ้นอย่างแน่นอนภายใน 1-2 สัปดาห์นี้


📌 Insight: อ้างอิงจากบทวิเคราะห์ทางเศรษฐศาสตร์มหภาค ทุกๆ การขยับขึ้นของราคาน้ำมันดิบ จะส่งผลกระทบชิ่ง (Domino Effect) มายังดัชนีราคาวัสดุก่อสร้างเสมอ ผู้ประกอบการควรติดตามการประกาศราคาหน้าโรงกลั่นและนโยบายกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงอย่างใกล้ชิด


2. โดมิโนเอฟเฟกต์ จากวิกฤตช่องแคบฮอร์มุซ ต่อวัสดุก่อสร้าง

สำหรับสายงานก่อสร้าง ผลกระทบจาก วิกฤตช่องแคบฮอร์มุซ ทำให้ต้นทุนพลังงานเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว และพลังงานถือเป็น "ต้นทุนแฝง"(Invisible Costs) ที่อยู่ในทุกขั้นตอนของงานก่อสร้าง ที่อยู่ในทุกอณูของเนื้องาน สิ่งที่คุณต้องเตรียมรับแรงกระแทก มีดังนี้:


2.1 ค่าขนส่งและโลจิสติกส์ (Logistics Costs)

เตรียมตัวพบกับการปรับขึ้นของ "ค่าเซอร์ชาร์จ" (Fuel Surcharge) หรือค่าขนส่งวัสดุก่อสร้างทุกประเภท ไม่ว่าจะเป็นรถบรรทุกดิน รถโม่ปูน หรือรถเทรลเลอร์ขนเหล็ก ต้นทุนการขนย้ายเครื่องจักรหนักข้ามไซต์งานจะแพงขึ้นอย่างเห็นได้ชัดจากวิกฤตช่องแคบฮอร์มุซ กระทบต้นทุนก่อสร้าง


2.2 ราคาวัสดุปลายน้ำ (Downstream Materials)

วัสดุก่อสร้างที่ต้องใช้ "พลังงานสูงในการผลิต" หรือ "น้ำหนักมาก/ต้องขนส่งไกล" จะเป็นกลุ่มแรกที่ปรับราคาขึ้นตามต้นทุนพลังงาน ได้แก่:

  • เหล็กเส้นและเหล็กรูปพรรณ: ต้นทุนเตาหลอมและค่าขนส่ง

  • ปูนซีเมนต์ และ คอนกรีตผสมเสร็จ: ต้นทุนการผลิตที่ต้องใช้ความร้อนสูง รวมถึงรอบรถโม่ปูนที่ใช้น้ำมันมหาศาล

  • ยางมะตอย (Asphalt): เนื่องจากเป็นผลพลอยได้จากการกลั่นน้ำมันดิบ ราคาจะแปรผันตามตลาดโลกโดยตรง


2.3 ภาวะเงินเฟ้อและกำไรที่หดหาย

หากคุณรับงานเหมาในราคา Fixed Cost หรือเซ็นสัญญาไปแล้ว ต้นทุนแฝงที่ค่อยๆ ขยับขึ้นทีละน้อยนี้ จะค่อยๆ กัดกินส่วนต่างกำไร (Profit Margin) ของคุณจนอาจถึงขั้นขาดทุนได้ หากบริหารจัดการไม่ดีพอ


3. Action Plan: ข้อแนะนำเร่งด่วนสำหรับผู้รับเหมาและจัดซื้อ สำ

ในภาวะวิกฤต ความเร็วคือแต้มต่อ นี่คือสิ่งที่คุณต้องทำตั้งแต่วันนี้:

🛠️ สำหรับฝ่ายจัดซื้อ (Procurement)

  • เช็กสต็อกและล็อกราคา: รีบตรวจสอบแผนการใช้วัสดุหลักในโปรเจกต์ปัจจุบัน หากประเมินแล้วว่าต้องใช้แน่ๆ และซัพพลายเออร์ยังเปิดให้ล็อกราคาเดิมได้ ควรรีบเปิด PO (Purchase Order) ทันที

  • หาแหล่งสำรอง: ติดต่อซัพพลายเออร์หลายๆ เจ้าเพื่อประเมินสถานการณ์สต็อกสินค้า ป้องกันภาวะของขาดตลาด (Supply Chain Disruption)


📋 สำหรับผู้รับเหมาและเจ้าของกิจการ (Contractors)

  • ปรับเงื่อนไขการเสนอราคา (Quotation): งานที่กำลังจะเสนอราคา ต้องเผื่อค่าความผันผวน (Buffer) ของราคาวัสดุเข้าไปด้วย และที่สำคัญ ควรระบุระยะเวลายืนราคา (Validity) ให้สั้นลง เช่น จากเดิมยืนราคา 30 วัน อาจปรับเหลือ 7-15 วัน เพื่อลดความเสี่ยง

  • ตรวจสอบสัญญาจ้างเดิม: ทบทวนเงื่อนไขสัญญา (โดยเฉพาะงานภาครัฐ) ว่ามีเงื่อนไขการปรับราคาค่า K (Escalation Factor) หรือไม่ เพื่อใช้สิทธิชดเชยต้นทุนที่เพิ่มขึ้น


👷 สำหรับผู้ควบคุมงานและช่างหน้างาน (Site Managers)

  • บริหารรอบรถให้คุ้มค่า: วางแผนการสั่งของและรับของให้แม่นยำที่สุด สั่งให้เต็มเที่ยวรถเพื่อลดจำนวนรอบการวิ่ง (Optimize Delivery)

  • ลดความสูญเสีย (Waste): ควบคุมการใช้วัสดุหน้างานให้เกิดประสิทธิผลสูงสุด การเทปูนเผื่อทิ้ง หรือการตัดเหล็กเหลือเศษ คือต้นทุนที่แพงขึ้นในยุคนี้


สรุปทิ้งท้าย วิกฤตช่องแคบฮอร์มุซครั้งนี้เป็นสัญญาณเตือนภัยที่ชัดเจนว่า ผู้ประกอบการที่ปรับตัวไว รัดกุมเรื่องสัญญา และบริหารสต็อกได้ดี จะเป็นผู้ที่รอดพ้นจากภาวะต้นทุนบีบคั้นนี้ไปได้ ติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิดและเริ่มลงมือปรับแผนธุรกิจของคุณตั้งแต่วันนี้ครับรับมือวิกฤตต้นทุนก่อสร้างไปกับ Apluswatsadu เราเข้าใจดีว่าฝ่ายจัดซื้อและผู้รับเหมาต้องแบกรับความกดดันเรื่องต้นทุนมากแค่ไหนในช่วงเวลานี้ ทีมงานของเราพร้อมเป็นพาร์ทเนอร์ช่วยคุณวางแผนการสั่งซื้อ จัดรอบรถจัดส่งให้คุ้มค่าที่สุด เพื่อลดผลกระทบจากค่าขนส่งที่สูงขึ้น


💬 ต้องการปรึกษาแผนการสั่งซื้อวัสดุสำหรับโปรเจกต์ใหม่? ทักมาคุยกับทีมขายผู้เชี่ยวชาญของเราได้ฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย

👉 แอดไลน์สอบถาม / สั่งซื้อ: Line@watsadu4u

👉 เยี่ยมชมเว็บไซต์: www.aprimeplus.com หรือ www.apluswatsadu.com

อ้างอิงข่าวสาร: อ้างอิง: online.com/stockmarket/detail/9690000022868


จัดทำและเรียบเรียงโดย ฝ่ายการตลาด เอพลัส วัสดุ



ความคิดเห็น


bottom of page